22 พฤษภาคม 2567

โรคเบาหวานคืออะไร (Diabetes) และสาเหตุโรคเบาหวาน

โรคเบาหวานคือภาวะที่ร่างกายมีระดับน้ำตาลในเลือดสูงกว่าปกติ สาเหตุโรคเบาหวาน (Causes of Diabetes) เกิดจากการที่ร่างกายไม่สามารถนำน้ำตาลในเลือดไปใช้ได้ตามปกติ เมื่อปริมาณน้ำตาลในเลือดมีมากจนเกินกว่าความสามารถของไตที่จะดึงน้ำตาลกลับสู่กระแสเลือดได้ทำให้มีน้ำตาลถูกขับออกจากร่างกายมาปะปนอยู่ในปัสสาวะซึ่งเป็นอาการโรคเบาหวานที่สำคัญที่คนทั่วไปรู้จักกันดี

สาเหตุโรคเบาหวานมีที่มาจากการที่ร่างกายต้องใช้พลังงานโดยการย่อยอาหารจำพวกแป้งให้กลายเป็นน้ำตาลกลูโคสและถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดเพื่อส่งผ่านไปยังเซลล์ กล้ามเนื้อและเนื้อเยื่อส่วนต่างๆของร่างกาย การที่ร่างกายมีน้ำตาลในกระแสเลือดในปริมาณสูงเนื่องจากมีปัญหาในการใช้ฮอร์โมนอินซูลิน (Insulin) ที่ผลิตจากตับอ่อนซึ่งฮอร์โมนจะเป็นตัวนำน้ำตาลกลูโคสจากกระแสเลือดเข้าไปยังเนื้อเยื่อและอวัยวะต่างๆ

ผู้ป่วยโรคเบาหวานจะมีปัญหากับฮอร์โมนอินซูลินคือร่างกายผลิตฮอร์โมนอินซูลินได้ไม่เพียงพอที่
จะทำหน้าที่หรือร่างกายมีฮอร์โมนอินซูลินพอแต่เป็นชนิดที่ไม่มีคุณภาพจึงทำหน้าที่ได้ไม่สมบูรณ์ทำให้ร่างกายไม่สามารถนำน้ำตาลในเลือดไปใช้ได้หรือเอาไปใช้ได้แต่ก็ไม่เต็มร้อยผลก็คือทำให้มีน้ำตาลเหลืออยู่ในกระแสเลือดอยู่เป็นจำนวนมากกว่าปกติ

อาการโรคเบาหวาน (Diabetes Symptoms) อย่างหนึ่งที่สังเกตได้ชัดเจนคือจะมีมดขึ้นปัสสาวะ เนื่องจากระดับน้ำตาลในเลือดสูงมากจนไตที่มีหน้าที่กรองเอาสารอาหารที่ยังมีประโยชน์ต่อร่างกาย (รวมทั้งน้ำตาลด้วย) กลับสู่กระแสเลือดจนไตต้องทำงานหนักสาเหตุเพราะปริมาณน้ำตาลในเลือดที่สูงมาก เมื่อไตทำงานหนักจนเกินขีดความสามารถทำให้น้ำตาลหลุดรอดออกมาปะปนอยู่ในปัสสาวะ

โรคเบาหวาน (Diabetes Mellitus) ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คนทั่วไปเข้าใจกัน อาการโรคเบาหวานและสาเหตุโรคเบาหวานเป็นสิ่งที่สามารถหาข้อมูลและเรียนรู้ความเป็นมาเป็นไปของโรคได้ หากคุณมีอาการของโรคเบาหวานจงทำใจยอมรับและพยายามที่จะอยู่กับเบาหวานให้ได้แม้ว่าคุณภาพชีวิตจะลดลงไปบ้างแต่เนื่องจากโรคเบาหวานเป็นโรคที่ไม่อาจรักษาให้หายขาดได้ผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวานจึงต้องหาทางควบคุมเบาหวานให้ได้เพื่อที่จะอยู่กับโรคเบาหวานได้อย่างมีความสุข

มารู้จัก "เบาหวาน" กัน  คำว่า "เบาหวาน" เป็นภาษาไทยที่ใช้เรียกโรคเบาหวาน ซึ่งเป็นโรคเรื้อรังที่เกิดจากการเพิ่มขึ้นของระดับน้ำตาลในเลือด โดยที่ร่างกายไม่สามารถใช้ฮอร์โมนอินซูลินอย่างที่เป็นปกติ หรือทำงานไม่ดีเท่าที่ควร ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อระบบไหลเวียนเลือดและอวัยวะต่าง ๆ ในร่างกายได้ เช่น การทำลายเส้นเลือดขนาดเล็ก ๆ และเส้นเลือดใหญ่ อาจส่งผลให้เกิดภาวะเสี่ยงต่อการเกิดภาวะหัวใจขาดเลือดหรืออัมพาตในระยะยาวได้ การรักษาโรคเบาหวานได้แก่การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่เกี่ยวกับการกินอาหารและการออกกำลังกาย การใช้ยาเพื่อควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด และการดูแลสุขภาพอื่น ๆ เช่น การควบคุมน้ำหนักและการตรวจสุขภาพประจำตามคำแนะนำของแพทย์.
 
เบาหวานค่าปกติเท่าไหร่  ระดับน้ำตาลในเลือดของบุคคลที่ไม่เป็นโรคเบาหวาน (ปกติ) จะอยู่ในช่วง 70-99 mg/dL (มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร) ในการตรวจวัดในช่วงเช้าหลังจากไม่ได้รับประทานอาหาร (ช่วงผ่านมาอย่างน้อย 8 ชั่วโมง) และในช่วงอื่น ๆ ระดับน้ำตาลในเลือดที่ถือว่าปกติจะอยู่ในช่วง 70-140 mg/dL อย่างไรก็ตาม การตรวจวัดและการวิเคราะห์ของระดับน้ำตาลในเลือดมักมีวิธีและเกณฑ์ที่แตกต่างกันไปในแต่ละสถาบันและประเทศ คำแนะนำที่ดีที่สุดคือการปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพเพื่อข้อมูลที่แม่นยำเกี่ยวกับระดับน้ำตาลในเลือดที่เหมาะสมสำหรับแต่ละบุคคลโดยเฉพาะ

โรคเบาหวานมีกี่ชนิด โรคเบาหวานมีสองประเภทหลักคือ:

1. เบาหวานประเภท 1 (Type 1 Diabetes) เกิดจากการที่ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายทำลายเซลล์ที่ผลิตอินซูลินในส่วนของส่วนหน้าของตับ ซึ่งทำให้ไม่มีอินซูลินหรือมีน้อยมาก โดยเฉพาะมักเกิดในวัยเยาว์หรือวัยหนุ่มสาว

2. เบาหวานประเภท 2 (Type 2 Diabetes) เป็นรูปแบบที่พบมากที่สุดของโรคเบาหวาน ซึ่งเกิดจากความดื้อต่ออินซูลินหรือการผลิตอินซูลินไม่เพียงพอ โดยทั่วไปเกิดในผู้ใหญ่ และส่วนใหญ่เป็นผลจากการดูแลสุขภาพที่ไม่ดี และพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม เช่น การบริโภคอาหารที่มีน้ำตาลและไขมันสูง ขาดการออกกำลังกาย และการอ้วน

นอกจากนี้ยังมีสายพันธุ์ของโรคเบาหวานอื่น ๆ อีกหลายรูปแบบ เช่น เบาหวานในครรภ์ (gestational diabetes) ซึ่งเกิดขึ้นระหว่างการตั้งครรภ์และเบาหวานที่เกิดจากสภาพพัฒนาการที่ไม่ปกติหรือพันธุกรรม

โรคเบาหวาน สาเหตุและการป้องกัน  โรคเบาหวานเกิดจากสาเหตุหลายปัจจัย ซึ่งส่วนใหญ่เกิดจากการสะสมของน้ำตาลในเลือด (glucose) ในร่างกาย เนื่องจากขาดการใช้งานอินซูลินอย่างเหมาะสม หรือเนื่องจากการผลิตอินซูลินไม่เพียงพอ สาเหตุหลักของโรคเบาหวานประเภท 1 เป็นการทำลายของเซลล์ที่ผลิตอินซูลินในส่วนหน้าของตับโดยระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย ส่วนในโรคเบาหวานประเภท 2 สาเหตุส่วนใหญ่มักเกิดจากการดื้อต่ออินซูลินหรือการปรับตัวไม่เพียงพอของเซลล์ตับต่อการกระตุ้นของอินซูลิน

การป้องกันโรคเบาหวานสามารถทำได้โดยการปฏิบัติตามแนวทางการดูแลสุขภาพที่ดี ซึ่งประกอบไปด้วย

1. การดูแลสุขภาพที่ดี รักษาน้ำหนักในเกณฑ์สุขภาพดี รักษาสมาธิการทานอาหารที่มีประสิทธิภาพ ลดการบริโภคอาหารที่มีน้ำตาลและไขมันสูง และเพิ่มการออกกำลังกายเป็นประจำ

2. การควบคุมน้ำหนัก รักษาน้ำหนักในเกณฑ์สุขภาพดี โดยการรักษาน้ำหนักในระดับที่เหมาะสม เพื่อลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคเบาหวาน

3. การลดการดื่มแอลกอฮอล์และเลิกสูบบุหรี่ การลดการบริโภคแอลกอฮอล์และเลิกสูบบุหรี่สามารถช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคเบาหวานได้

4. การตรวจสุขภาพเป็นประจำ ให้ทำการตรวจสุขภาพประจำอย่างสม่ำเสมอ(อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง) รวมถึงการตรวจระดับน้ำตาลในเลือด การตรวจตา การตรวจเท้า และการตรวจสุขภาพประจำตามคำแนะนำของแพทย์

5. การรับประทานอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการ เลือกประเภทอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง ลดการบริโภคอาหารที่มีน้ำตาลและไขมันสูง และควรรับประทานอาหารเป็นมื้อเล็ก ๆ แต่บ่อยครั้ง

การป้องกันโรคเบาหวานควรให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพทั้งร่างกายและจิตใจ รวมถึงการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมที่ไม่ดีเพื่อช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคเบาหวานในอนาคต

20 เมษายน 2554

โรคหลอดเลือดแดงอุดตัน (Atherosclerosis) และการป้องกัน

โรคหลอดเลือดแดงอุดตัน (Atherosclerosis) มักจะพบได้บ่อยร่วมกับภาวะเส้นเลือดสมองตีบหรือภาวะหลอดเลือดเลี้ยงหัวใจตีบโดยเฉพาะกับผู้ป่วยโรคเบาหวาน ผู้ที่สูบบุหรี่จัดหรือคนที่มีความดันโลหิตสูง การตรวจเช็คความยืดหยุ่นของหลอดเลือดและการตรวจเช็คการอุดตันของหลอดเลือดแดงสามารถตรวจสอบได้ด้วยเทคโนโลยีที่วงการแพทย์ยอมรับและเชื่อถือคือ ABI (Ankle-Brachial Index) และ PWV (Pulse Wave Velocity) เป็นการตรวจเช็คหลายๆจุดของร่างกายพร้อมกันเพื่อค้นหาการอุดตันของหลอดเลือดแดง การตรวจร่างกายด้วย ABI นี้สามารถนำไปสู่การตรวจพบโรคอื่นๆที่สำคัญอีกด้วย

หลอดเลือดในร่างกายของคนเราก็เปรียบเหมือนกับท่อน้ำที่เมื่อใช้งานไปนานๆแล้วท่อน้ำก็จะเกิดตะกอนหรือสนิมจับตามผนังท่อน้ำทำให้ขนาดของท่อตีบลงหรือเล็กลง กระแสน้ำที่เคยไหลได้คล่องกลับไหลได้เบาลงกว่าน้ำจะไหลไปถึงปลายทางก็แทนจะไม่มีแรงดันของน้ำเหลืออยู่เลย

หลอดเลือดของคนก็เช่นเดียวกันหากเกิดการตีบ (Stenosis) หรืออุดตัน (Occlusion) เมื่อใดหน้าที่ในการนำเลือดไปสู่อวัยวะต่างๆของร่างกายก็จะน้อยลงๆ อวัยวะต่างๆก็จะได้รับเลือดไปหล่อเลี้ยงน้อยลงด้วย หากสถานการณ์เช่นนี้เกิดกับอวัยวะส่วนที่สำคัญของร่างกายเช่น แขน ขา สมอง หัวใจ ฯลฯ ก็จะส่งผลอย่างรุนแรงต่ออวัยวะส่วนนั้นๆเช่น แขน ขาเกิดอาการหมดแรง เป็นอัมพฤกษ์ อัมพาต ฯลฯ

หลอดเลือดแดงที่ตีบแคบหรืออุดตัน เป็นสาเหตุสำคัญที่นำไปสู่โรคหลอดเลือด โรคหลอดเลือดสมองซึ่งเป็นโรคที่พบได้บ่อยมากที่สุดของโรคระบบประสาทซึ่งโรคนี้เป็นสาเหตุทำให้พิการ เป็นอัมพาตหรือเสียชีวิต ส่วนโรคหลอดเลือดส่วนกลางมักเกิดอาการกับอวัยวะเช่น แขน ขา ทำให้มีอาการปวดและมีความเสี่ยงที่จะต้องถูกตัดแขนหรือขาได้ โรคต่างๆเหล่านี้สามารถป้องกันได้หากมีการเฝ้าระวังและรักษาทันทีที่ตรวจพบเสียแต่เนิ่นๆ

การป้องกันภาวะหลอดเลือดแดงแข็งหรืออุดตัน (Atherosclerosis) ปัจจัยสำคัญคือเรื่องอาหารการกินและพฤติกรรมที่เสี่ยงต่อการเกิดโรค ให้งดบุหรี่-เหล้าโดยเด็ดขาดและพยายามควบคุมระดับไขมันชนิดต่างๆในเลือด ระดับความดันโลหิตและระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ พยายามหลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันสูง ให้เลือกกินอาหารที่มีไขมันและคลอเรสเทอรอลต่ำเช่น ไข่ขาว เนื้อปลา นมพร่องมันเนย ผักและผลไม้ เปลี่ยนวิธีการปรุงอาหารจากการใช้น้ำมันปรุงอาหาร (ทอด-ผัด) เป็นวิธีปรุงอาหารที่ไม่ใช้น้ำมันในการปรุงเช่น การต้ม นึ่ง ย่างหรืออบ หากอดไม่ได้หรือจำเป็นที่จะต้องกินอาหารทอดให้ทอดโดยใช้น้ำมันถั่วเหลือง

นอกจากการดูแลตัวเองเรื่องอาหารการกินแล้ว สิ่งที่ต้องทำควบคู่ไปกับการควบคุมอาหารคือการออกกำลังกายให้ออกกำลังกายแบบต่อเนื่องประมาณครึ่งชั่วโมงต่อวันโดยพยายามทำให้ได้อย่างน้อยที่สุด 3 วัน/สัปดาห์เช่น การเต้นแอโรบิค การวิ่งจ๊อกกิ้ง ว่ายน้ำหรือการเดินเร็ว นอกจากนี้ควรควบคุมน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐานและเข้ารับการตรวจสุขภาพหรือตรวจเช็คความยืดหยุ่นของหลอดเลือดเป็นระยะๆตามคำแนะนำของแพทย์

20 กุมภาพันธ์ 2554

โรคไตวาย ความรู้เกี่ยวกับโรคไต (Kidney Disease)

ไต (Kidney) เป็นอวัยวะส่วนหนึ่งของคนเรา ไตเป็นอวัยวะที่มีรูปร่างคล้ายเมล็ดถั่ว อยู่ทางด้านหลังนอกช่องท้อง โดยปกติแล้วคนๆหนึ่งจะมีไต 2 ข้าง ไตแต่ละข้างจะประกอบด้วยหน่วยไตหนึ่งล้านหน่วยโดยประมาณและในแต่ละหน่วยไตจะประกอบด้วยตัวกรองและหลอดไต (Kidney Tubule) หน่วยไตทั้งหมดประมาณสองล้านหน่วย(รวมทั้ง 2 ข้าง) จะทำหน้าที่กรอง ดูดซึมและคัดหลั่งสารต่างๆจนกระทั่งขับทิ้งออกจากร่างกายไปกับน้ำปัสสาวะวันละประมาณ 1 ลิตร

หน้าที่ของไตที่สำคัญมี 2 ประการคือ 1.ทำหน้าที่ขับของเสียออกจากร่างกายและควบคุมระดับเกลือแร่ในร่างกายให้อยู่ในระดับปกติ 2.ไตมีหน้าที่สร้างฮอร์โมน (Hormone) และสารต่างๆ ฮอร์โมนที่สำคัญที่คอยกระตุ้นไขกระดูกให้สร้างเม็ดเลือดแดงคือฮอร์โมนเออริโทรพอยเอติน (Erythropoietin)

หลายๆ คนเคยรู้มาว่า คนเราสามารถมีชีวิตอยู่ได้อย่างปกติด้วยการมีไตเพียงข้างเดียว ดังนั้นคนที่ป่วยเป็นโรคไตจนถึงขั้นภาวะไตวายนั้นหมายถึงการเกิดความผิดปกติกับการทำงานของไตทั้ง 2 ข้าง ซึ่งชนิดของไตวายนั้นอาจเป็นได้ทั้ง “ไตวายเฉียบพลัน” (Acute renal failure) หรือ “ไตวายเรื้อรัง” (chronic renal failure) ผลลัพธ์ของร่างกายที่เกิดภาวะไตวายคือการมีน้ำ ของเสียและเกลือแร่ต่างๆคั่งค้างอยู่ในกระแสเลือด ไขกระดูกที่ทำหน้าที่สร้างเม็ดเลือดแดงก็สร้างเม็ดเลือดได้น้อยลงทำให้ร่างกายเกิดภาวะซีด ถ้าเราสามารถแก้ไขที่สาเหตุของโรคได้จะทำให้ไตสามารถกลับมาทำหน้าที่ได้เหมือนเดิม (ไตวายเฉียบพลัน) แต่สำหรับกรณีไตวายเรื้อรังถึงแม้เราจะแก้ไขสาเหตุของโรคแล้วแต่การเสื่อมหน้าที่ของไตยังคงมีอยู่และคงดำเนินต่อไปเรื่อยๆ จนเข้าสู่ภาวะไตวายเรื้อรังในระยะสุดท้าย

การวัดระดับการทำงานของไต ทำได้โดยการตรวจเลือดแล้ววัดค่า 2 ค่าในเลือดคือ 1.ค่ายูเรียไนโตรเจนในเลือด (Blood Urea Nitrogen) 2.ค่าครีเอตินีม (Creatinine) ค่า BUN (Blood Urea Nitrogen) จะแสดงให้เห็นถึงระดับของเสียที่เกิดจากการย่อยสลายโปรตีนและคั่งค้างอยู่ในเลือดซึ่งค่าปกติจะอยู่ที่ 10-20 มิลลิกรัม/เดซิลิตร หากประสิทธิภาพการทำงานของไตลดลงก็จะมีของเสียคั่งค้างอยู่ในเลือดมากขึ้นทำให้ค่าบียูเอ็นสูงขึ้น ส่วนค่าครีเอตินีมแสดงถึงการทำงานของไต หากประสิทธิภาพการทำงานของไตลดลงจะทำให้ค่าครีเอตินีมในเลือดสูงขึ้น กล่าวโดยสรุปคือหากการทำงานของไตลดลง (ไตเสื่อม) จะทำให้ทั้งค่าบียูเอ็นและค่าครีเอตินีมในเลือดสูงขึ้น

ภาวะไตวายเฉียบพลัน (Acute renal failure) มีสาเหตุสำคัญคือภาวะที่เลือดไปเลี้ยงไตลดลง การได้รับสารพิษหรือยาที่ทำให้เกิดพิษกับไต ส่วนภาวะไตวายเรื้อรังมีสาเหตุสำคัญจากการอักเสบเรื้อรังของตัวกรองไตหรือหลอดไต โรคเบาหวาน (Diabetes Mellitus) โรคไตจากความดันโลหิตสูง การอุดตันของระบบทางเดินปัสสาวะ (จากต่อมลูกหมากหรือก้อนนิ่ว) โรคเกาต์ โรคไตซึ่งเกิดจากการกินยาแก้ปวดเป็นระยะเวลานานและโรคเอสแอลอี (SLE)

26 มกราคม 2554

ผู้ป่วยเบาหวาน(Diabetes) กับอาหารมังสวิรัติ (Vegetarian)

อาหารมังสวิรัติ(Vegetarian) เป็นที่สนใจสำหรับผู้ป่วยที่เป็นโรคภัยไข้เจ็บร้ายแรงหลายๆโรคเช่น โรคหลอดเลือด โรคหัวใจ โรคมะเร็ง รวมทั้งโรคเบาหวานด้วย เนื่องจากมีข้อมูลมากมายที่แสดงให้เห็นว่าคนที่กินมังสวิรัติจะมีอายุยืนกว่า สุขภาพดีกว่าและมีโอกาสเป็นโรคภัยไข้เจ็บที่

ร้ายแรงน้อยกว่า โรคภัยไข้เจ็บที่ร้ายแรงเหล่านี้ล้วนมีส่วนเกี่ยวข้องอย่างมากกับพฤติกรรมการกินอาหารที่ไม่ถูกต้อง (ไม่ถูกสัดส่วนและไม่ถูกหลักโภชนาการ) การควบคุมโรคที่ร้ายแรงต่างๆ จำเป็นต้องใช้การควบคุมการกินอาหารให้ถูกต้องเพื่อเป็นการรักษาและบำบัดโรคทั้งนี้รวมถึงผู้ป่วยโรคเบาหวานด้วย

คนที่กินมังสวิรัติไม่ว่าจะเป็นประเภทที่เคร่งครัดต่อการกินมังสวิรัติ (Vegan) หรือประเภทที่งดเว้นไม่กินเฉพาะเนื้อสัตว์แต่ยังคงกินไข่และนม (Lacto-ovo-vegetarian) ก็สามารถได้รับประโยชน์จากการกินมังสวิรัติได้รวมทั้งผู้ป่วยโรคเบาหวาน (Diabetes) หากมีการวางแผนการกินอาหารที่ถูกต้อง คนที่กินอาหารมังสวิรัติจะมีปัญหาเรื่องโรคหัวใจ ระดับไขมันในเลือดและโรคความดันโลหิตน้อยกว่าคนที่ไม่กินมังสวิรัติเนื่องจากการกินมังสวิรัติเป็นการลดอาหารจำพวกไขมันที่อิ่มตัวและคอเลสเทอรอลไปโดยอัตโนมัติ นอกจากนี้ยังได้ประโยชน์จากสารต้านอนุมูลอิสระ สารไลโคพีน (Lycopene) ไอโซฟลาโวน (Isoflavone) และเส้นใยอาหาร (Fiber) กับโพแทสเซียมอีกด้วย

คนที่กินมังสวิรัติส่วนใหญ่จะมีดรรชนีมวลกายต่ำเพราะอาหารมังสวิรัติมีปริมาณเส้นใยอาหารมากกว่าอาหารทั่วไป 2-3 เท่า อาหารที่มีเส้นใยมากยังช่วยลดปริมาณแคลอรีที่จะได้รับจากอาหารจึงทำให้คนที่กินอาหารมังสวิรัติสามารถควบคุมน้ำหนักได้ดีกว่าและอาหารมังสวิรัติส่วนมากจะมีส่วนประกอบของธัญพืชที่ไม่ผ่านการขัดสีสูงจึงมีธาตุโครเมียมที่ช่วยเสริมการทำงานของอินซูลิน (Insulin) ให้มีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้น

อาหารมังสวิรัติยังช่วยลดโรคแทรกซ้อนจากโรคไต เนื่องจากมีปริมาณโปรตีนต่ำกว่าอาหารทั่วไปอีกทั้งโปรตีนที่ได้จากอาหารมังสวิรัตินั้นเป็นโปรตีนจากพืชที่ช่วยลดโปรตีนในปัสสาวะ (Proteinuria) และลดอัตราการกรองปัสสาวะของไต (Glomerular filtration rate) จึงช่วยให้ผู้ป่วยเบาหวานลดอันตรายที่จะเกิดจากไตได้

หลักการควบคุมอาหารของผู้ป่วยเบาหวาน (Diabetes Nutrition Guide) ต้องทำให้สอดคล้องกับสภาพความเป็นอยู่จริงและความต้องการสารอาหารของร่างกายในแต่ละคน โดยการควบคุมอาหารต้องให้มีความเหมาะสมเพื่อให้ร่างกายของผู้ป่วยเบาหวานได้รับสารอาหารที่ครบถ้วน มีน้ำหนักอยู่ในระดับที่เหมาะสม สามารถควบคุมระดับน้ำตาลและไขมันให้ใกล้เคียงกับระดับปกติและสามารถป้องกันหรืออย่างน้อยที่สุดก็ชะลอโรคแทรกซ้อนจากเบาหวานให้เกิดช้าที่สุด.

04 พฤศจิกายน 2553

การรักษาโรคเบาหวานขึ้นตาด้วยวิธียิงแสงเลเซอร์(Laser for diabetic retinopathy)

เบาหวานขึ้นตา(Diabetic Retinopathy) เป็นผลแทรกซ้อนจากโรคเบาหวานที่เกิดจากการไม่ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์ปกติปล่อยให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงอยู่ตลอดเวลาจนทำให้มีเลือดออกบริเวณจอรับภาพในตาซึ่งอาการอาจลุกลามรุนแรงจนทำให้ตาบอดได้ สาเหตุจากระดับน้ำตาลในเลือดสูงจนทำให้เส้นเลือดฝอยที่ไปเลี้ยงประสาทตาเกิดการอุดตันทำให้ร่างกายสร้างเส้นเลือดขึ้นมาเพื่อทดแทนเส้นเลือดเดิมที่เกิดการอุดตัน

อาการเบาหวานขึ้นตาเมื่อเป็นถึงระดับที่มีเส้นเลือดฝอยเกิดขึ้นใหม่ซึ่งต้องรักษาด้วยวิธีการยิงแสงเลเซอร์ที่จอตาจะช่วยลดระดับความรุนแรงของโรคที่เกิดกับจอตาได้ แสงเลเซอร์จะถูกเลือกยิงไปยังส่วนต่างๆของจอตาที่เกิดการอุดตันของเส้นเลือดเฉพาะในส่วนที่ไม่เกี่ยวข้องกับการรับภาพหลักเพื่อหยุดการเจริญเติบโตของเส้นเลือดที่ผิดปกติ

การรักษาโรคเบาหวานขึ้นตาโดยวิธียิงแสงเลเซอร์นั้น(Laser for diabetic retinopathy) ควรทำในระยะที่เลือดในตายังออกมาไม่มากจนถึงขั้นบังประสาทตา หากผู้ป่วยที่มีอาการเบาหวานขึ้นจอตาแล้วแต่ยังไม่มีเลือดออกมาบังตาแพทย์จะแนะนำให้รักษาด้วยการยิงแสงเลเซอร์ซึ่งเป็นระยะของโรคที่การรักษาจะได้ผลดีที่สุดเนื่องจากการมองเห็นของผู้ป่วยในระยะนี้ยังลดลงไม่มากเมื่อรักษาด้วยการยิงแสงเลเซอร์จะเป็นการกำจัดและป้องกันการลุกลามของโรคในระยะต่อไปได้

แต่ในทางปฏิบัติเนื่องจากผู้ป่วยในระยะที่เบาหวานขึ้นจอตาแต่ยังไม่มีเลือดออกมาบังตายังมีการมองเห็นที่ดีอยู่ เมื่อจักษุแพทย์แนะนำให้รักษาด้วยการยิงแสงเลเซอร์มักได้รับการปฏิเสธจากผู้ป่วย ผู้ป่วยควรรับฟังการอธิบายจากแพทย์อย่างละเอียดและทำความเข้าใจว่าหากผู้ป่วยไม่ยอมรักษาด้วยการยิงแสงเลเซอร์และปล่อยให้อาการของโรคลุกลามต่อไปกว่าจะมาพบแพทย์ก็เป็นระยะที่มีเลือดออกในตามากแล้ว(การมองเห็นจะลดลงมาก) นั่นจะทำให้การรักษายากขึ้นเพราะแพทย์ต้องผ่าตัดเอาเลือดที่ออกในลูกตาออกก่อนแล้วจึงรักษาด้วยการยิงแสงเลเซอร์ หากผู้ป่วยยอมรับการรักษา(ยิงเลเซอร์)ตั้งแต่ระยะที่ยังไม่มีเลือดออกมาบังตาจะทำให้การรักษาได้ผลดีกว่า

ผลการรักษาเบาหวานขึ้นตา(Diabetic Retinopathy) หลังจากการผ่าตัดและยิงแสงเลเซอร์แล้วจะได้ผลมากน้อยแค่ไหนขึ้นอยู่กับระยะของโรคว่าลุกลามไปแค่ไหนแล้ว ดังนั้นเพื่อเป็นการป้องกันไว้ก่อนผู้ป่วยเบาหวานควรได้รับการตรวจตาอย่างละเอียดอย่างน้อยปีละครั้งแม้ว่าจะไม่มีความผิดปกติทางด้านสายตาก็ตาม เมื่อตรวจพบว่าเบาหวานเริ่มขึ้นประสาทตาแล้วการนัดมาตรวจอาจจะต้องเพิ่มความถี่มากขึ้นจนเมื่ออาการของโรคเข้าใกล้ระยะอันตรายแล้วจักษุแพทย์ก็จะแนะนำให้รักษาด้วยการยิงแสงเลเซอร์ในระยะของโรคที่เหมาะสม

24 กันยายน 2553

อาการผิดปกติของร่างกายที่พบในผู้ป่วยเบาหวาน(Diabetes Symptoms) และการแก้ไข

โรคเบาหวาน(Diabetes Mellitus) ทำให้ระบบการทำงานในส่วนต่างๆของร่างกายได้รับผลกระทบมากบ้างน้อยบ้างแตกต่างกันไป อาการผิดปกติของร่างกายที่เกิดจากโรคเบาหวานมีหลายอย่างเช่น ภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ ภาวะความดันโลหิตต่ำเมื่อเปลี่ยนท่า ภาวะเสื่อมสมรรถภาพทางเพศในเพศชาย ภาวะมีเหงื่อออกมากผิดปกติ ภาวะการติดเชื้อ ภาวะปัสสาวะลำบาก ภาวะผิดปกติของระบบทางเดินอาหาร ฯลฯ

ภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ(Hypoglycemia) มีอาการดังต่อไปนี้เช่น เหงื่อออกมาก ตัวเย็น มือสั่น รู้สึกอ่อนเพลีย มึนงง หงุดหงิดฉุนเฉียวขึ้นมาทันทีทันใด หัวใจเต้นแรงและเร็ว ปวดหรือมึนศีรษะ เห็นภาพซ้อนตาพร่ามัว หิวมาก หน้าซีดพูดไม่ชัด ชักและหมดสติ อาการภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำมักเกิดจาก 3 สาเหตุคือ การฉีดอินซูลิน (Insulin) หรือกินยาลดระดับน้ำตาลมากไป การกินอาหารผิดเวลาหรือเว้นช่วงระหว่างมื้ออาหารนานเกินไปและสาเหตุสุดท้ายคือการทำงานหรือออกกำลังกายหนักเกินไป

การรักษาอาการภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ(Hypoglycemia) ทำได้ง่ายหากอาการไม่เป็นมากจนหมดสติ เพียงแต่ต้องรู้จักสังเกตอาการของโรคให้ดี หากรู้สึกว่ามีอาการของภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำอย่ารอให้อาการดังกล่าวเป็นมากขึ้นแล้วคิดว่าสักครู่ก็หายเองได้ ให้รีบแก้ไขอาการเหล่านั้นด้วยวิธีง่ายๆคือ เมื่อรู้สึกถึงอาการเตือนของภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำและรู้แน่ชัดว่าเกิดจากการกินอาหารผิดเวลาให้รีบแก้ไขโดยการกินอาหารทันทีหรืออย่างน้อยต้องมีอาหารว่างไว้รองท้องก่อน อาการจะค่อยๆดีขึ้นจนเป็นปกติ

หากเกิดอาการภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำค่อนข้างมากควรแก้ไขโดยกินอาหารที่ร่างกายสามารถดูดซึมได้โดยเร็วเพื่อเพิ่มระดับน้ำตาลในเลือดโดยเร็วเช่น ขนมหวาน น้ำหวาน ลูกกวาด ฯลฯ แต่หากสาเหตุเกิดจากการทำงานหรือออกกำลังกายหนักเกินไปก็ให้แก้ไขด้วยการหยุดทำงานหรือหยุดการออกกำลังกายนั้นแล้วให้ผู้ป่วยนั่งหรือนอนพักจนกว่าอาการจะดีขึ้น ระหว่างรอสังเกตอาการประมาณ 10-20 นาทีหากอาการยังไม่ดีขึ้นให้กินอาหารเพิ่มเติม ถ้าผู้ป่วยเกิดหมดสติไป อย่าพยายามป้อนอาหารให้ผู้ป่วยขณะหมดสติโดยเด็ดขาดให้รีบนำผู้ป่วยไปพบแพทย์ให้เร็วที่สุด

การป้องกันภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ(Hypoglycemia) ของผู้ป่วยเบาหวานให้ปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์โดยเคร่งครัดในทุกๆเรื่องไม่ว่าจะเป็นการฉีดอินซูลิน(Insulin) การกินยาลดระดับน้ำตาลหรือการควบคุมอาหารและเวลาการกินอาหาร หมั่นตรวจระดับน้ำตาลในเลือดอย่างสม่ำเสมอ หากต้องกินยาอื่นๆที่นอกเหนือจากที่แพทย์สั่งให้ปรึกษาแพทย์ก่อนเพราะยาเหล่านั้นอาจส่งผลต่อระดับน้ำตาลในเลือดได้และบอกให้ญาติหรือคนใกล้ตัวรู้ถึงอาการของโรคตลอดจนวิธีแก้ไขเพื่อจะได้ช่วยเหลือผู้ป่วยได้ทันท่วงที

03 มีนาคม 2553

การวัดระดับน้ำตาลในเลือด (Blood Sugar Measurement) ของผู้ป่วยเบาหวาน

ระดับน้ำตาลในเลือด (Blood Sugar Level) ของคนปกติจะสูงขึ้นไม่มากนักหลังจากกินอาหารแต่ละมื้อและระดับน้ำตาลในเลือดจะลดลงสู่ระดับปกติอย่างรวดเร็วภายในเวลา 2 ชั่วโมง แต่สำหรับผู้ป่วยเบาหวานแล้วระดับน้ำตาลในเลือดหลังจากการกินอาหารแล้วจะสูงขึ้นมากและจะลดลงสู่ระดับปกติค่อนข้างช้า ระดับน้ำตาลในเลือดหลังการกินอาหารจะสูงขึ้นมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับประเภทของอาหารที่กินและการเพิ่มขึ้นของระดับน้ำตาลในเลือดยังขึ้นอยู่กับความรุนแรงของโรคเบาหวานที่เป็นอยู่ด้วย ถ้าเป็นเบาหวานมากน้ำตาลในเลือดก็จะเพิ่มขึ้นมากหลังจากการกินอาหาร การหาวิธีที่จะบอกค่าระดับน้ำตาลในเลือดเพื่อใช้ในการประเมินผลการควบคุมโรคเบาหวานอาจทำได้ดังนี้

Fasting Blood Sugar (FBS) เป็นการวัดระดับน้ำตาลในเลือดโดยตรงโดยการเจาะเลือดก่อนการกินอาหารเช้า (ห้ามกินอะไรหลังเที่ยงคืนก่อนการเจาะเลือด) การวัดระดับน้ำตาลในเลือดด้วยวิธี FBS นี้จะขึ้นลงเร็วตามอาหารที่กินเข้าไปทำให้นำผลมาเปรียบเทียบในการควบคุมเบาหวานได้ยาก จึงจำเป็นต้องหาวิธีวัดน้ำตาลในเลือดด้วยวิธีอื่นที่ให้ผลแม่นยำและมีความแน่นอนกว่า

เมื่อระดับน้ำตาลในเลือดสูงจะมีการคั่งของน้ำตาลในเลือด น้ำตาลจะไปจับตัวกับสารโปรตีนของเนื้อเยื่อต่างๆและจับกับโปรตีนที่ลอยอยู่ในกระแสเลือดจนไม่สามารถหลุดออกมาเป็นโมเลกุลอิสระของน้ำตาลได้จนกว่าโปรตีนนั้นจะสูญสลายหรือมีการสร้างขึ้นมาทดแทน ก่อนการตรวจระดับน้ำตาลในเลือดหากมีการกินอาหารจะไม่ทำให้เปอร์เซ็นต์ของน้ำตาลที่เกาะกับโปรตีนมีการเปลี่ยนแปลง

ดังนั้นหากวัดระดับน้ำตาลที่จับตัวเกาะกับโปรตีนจะทำให้ได้ผลการวัดระดับน้ำตาลที่แม่นยำกว่าวิธี FBS โปรตีนที่นิยมวัดเปอร์เซ็นต์น้ำตาลที่จับอยู่ด้วยคือ ฮีโมโกลบิน (Hemoglobin) เป็นโปรตีนที่อยู่ในเม็ดเลือดซึ่งเราจะเรียกฮีโมโกลบินที่มีน้ำตาลไปเกาะอยู่ด้วยว่า ไกลโคซิเลตฮีโมโกลบิน (Glycosylated Hemoglobin)

เมื่อไกลโคซิเลตฮีโมโกลบินจับตัวกับน้ำตาลที่มีความเข้มข้นสูงจะถูกเรียกว่า ฮีโมโกลบินเอวัน ที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับการกำเริบของโรคเบาหวาน ปริมาณของฮีโมโกลบินเอวันจะสะท้อนให้เห็นทั้งเวลาและระดับที่น้ำตาลในเลือดสูงด้วย ในปัจจุบันการวัดระดับน้ำตาลในเลือดจึงนิยมวัดค่ารวมของฮีโมโกลบินเอวัน จะทำให้สามารถนำผลที่ได้ไปประเมินและเปรียบเทียบผลการควบคุมเบาหวานได้แม่นยำกว่า.

02 มีนาคม 2553

ภาวะการติดเชื้อ (Infections) ในผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวาน (Diabetes)

ผู้ป่วยเบาหวานจะมีภูมิคุ้มกันที่ลดต่ำลงในแทบจะทุกระบบของร่างกาย จึงทำให้ผู้ป่วยเบาหวานอาจเกิดการติดเชื้อโรคได้ง่ายและภาวะการติดเชื้อบางอย่างก็จะลุกลามได้อย่างรวดเร็วจนทำให้เกิดอันตรายต่อผู้ป่วยเบาหวานได้ ภาวะการติดเชื้อที่พบได้บ่อยและเป็นปัญหาในผู้ป่วยเบาหวานมีดังนี้

การติดเชื้อในปอดของผู้ป่วยเบาหวาน ที่พบมากคือวัณโรคปอด ผู้ป่วยเบาหวานอาจมีอาการไอเรื้อรัง อ่อนเพลีย มีไข้ เบื่ออาหารและน้ำหนักลด การรักษาให้ทำตามคำแนะนำของแพทย์คือกินยาให้ครบถ้วนตามที่แพทย์สั่งก็จะทำให้อาการดีขึ้น

การติดเชื้อบริเวณใต้ผิวหนัง มักเกิดการอักเสบบริเวณชั้นผิวหนังจนเป็นตุ่มฝี ตุ่มหนอง ควรติดตามผลการรักษาอย่างใกล้ชิด หากปล่อยปละละเลยอาจทำให้ภาวะการติดเชื้อที่ผิวหนังลุกลามไปได้อย่างรวดเร็ว

ภาวะเนื้อตายเน่าของผู้ป่วยเบาหวาน เกิดจากการที่ผู้ป่วยเบาหวานได้รับอุบัติเหตุเล็กน้อยจนเกิดบาดแผลแล้วมีอาการอักเสบ บวมแดง ปวดและอาการจะเป็นมากขึ้นจนแผลกลายเป็นสีดำหรือเกิดเป็นตุ่มน้ำ ภาวะเนื้อตายเน่านี้มีอันตรายมากควรเข้ารับการรักษาในโรคพยาบาลโดยทันที

ภาวะที่หูชั้นนอกของผู้ป่วยเบาหวานติดเชื้ออย่างรุนแรง (Malignant Otitis Externa) จะมีอาการปวดจากการอักเสบของหู มีหนองหรือน้ำเหลืองและเชื้อโรคจะกินลึกลงไปถึงชั้นกระดูกอ่อนบริเวณรอบๆช่องหู อาจลุกลามเข้าไปถึงเยื่อหุ้มสมองและกะโหลกศีรษะจนทำให้เสียชีวิตได้

การติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะของผู้ป่วยเบาหวาน ทำให้มีอาการปัสสาวะแสบ ปัสสาวะครั้งละน้อยๆแต่บ่อย ปัสสาวะขุ่น ปวดท้องน้อย ในผู้ป่วยเบาหวานบางรายอาจมีอาการไข้ หนาวสั่น ปวดหลังหรือปวดเอว อาเจียนและลุกลามจนกรวยไตอักเสบเฉียบพลันได้.

26 กุมภาพันธ์ 2553

การดูแลสุขภาพเท้าของผู้ป่วยเบาหวาน (Foot Health and Diabetes)

สุขภาพเท้าของผู้ป่วยเบาหวานมีความสำคัญมาก การดูแลเท้าของผู้ป่วยเบาหวานมีจุดประสงค์ที่สำคัญคือป้องกันไม่ให้เกิดแผลกับเท้าของผู้ป่วยเบาหวานโดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ป่วยเบาหวานที่มีโรคแทรกซ้อนทั้งหลอดเลือดและระบบประสาท หากละเลยไม่ดูแลสุขภาพให้ดีอาจทำให้กลายเป็นปัญหาใหญ่ตามมาได้ในภายหลัง

ผู้ป่วยเบาหวานจะสูญเสียความรู้สึกในระดับที่แตกต่างกันอันเกิดจากการเสื่อมลงของปลายประสาทที่รับความรู้สึก ผู้ป่วยบางคนอาจเดินไปเตะถูกของแข็งจนเป็นแผลแล้วไม่รู้สึกเจ็บ บางคนอาจเดินไปเหยียบตะปูหรือของมีคมก็ไม่รู้สึกเจ็บ บางคนเดินๆไปรองเท้าหลุดไปจากเท้าแล้วก็ยังไม่รู้สึกหากปล่อยให้ผู้ป่วยเบาหวานเดินเท้าเปล่าต่อไปก็อาจทำให้เท้าเกิดบาดแผลขึ้นได้ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ควรปล่อยให้เกิดขึ้นกับผู้ป่วยเบาหวาน

ผู้ป่วยเบาหวานที่มีบาดแผลแล้วแผลจะหายช้าเนื่องจากการตีบตันของหลอดเลือดที่ทำให้เลือดไม่สามารถไปเลี้ยงอวัยวะส่วนต่างๆของร่างกายได้โดยเฉพาะเท้า หลอดเลือดแดงเป็นเส้นทางที่ยาและอาหารถูกลำเลียงไปยังบริเวณที่เกิดบาดแผลและยังเป็นทางกำจัดของเสียจากบาดแผลอีกด้วย วิธีสังเกตว่าผู้ป่วยเบาหวานมีปัญหาเกิดขึ้นกับหลอดเลือดคือ อาการปวดขาขณะเดินและอาการนั้นจะหายไปเมื่อหยุดพักสักครู่หนึ่ง

สิ่งที่ผู้ป่วยเบาหวานควรให้ความระมัดระวังคือ อย่าเดินเท้าเปล่าโดยเด็ดขาดไม่ว่าจะอยู่ในบ้านก็ตามให้ใส่รองเท้าแตะขณะอยู่ในบ้านเพราะผู้ป่วยเบาหวานอาจเดินไปเหยียบเศษวัสดุต่างๆที่อาจทำให้เกิดแผลที่เท้าได้โดยไม่รู้ตัว การใช้กระเป๋าน้ำร้อนประคบขาหรือการแช่เท้าในน้ำอุ่นจัดๆของผู้ป่วยเบาหวานก็เป็นสิ่งที่ไม่ควรทำเพราะปลายประสาทที่เสื่อมอาจทำให้ผู้ป่วยเบาหวานไม่รู้สึกตัวเมื่อถูกน้ำร้อนลวกจนเท้าพองและเป็นแผลได้

ผู้ป่วยเบาหวานควรงดจากการสูบบุหรี่เพราะจะทำให้การไหลเวียนของเลือดลดลง เส้นเลือดจะอุดตันเนื่องจากการสูบบุหรี่ หากมีหนังแข็งหรือตาปลาเกิดขึ้นบริเวณเท้าไม่ควรตัดออกเองควรปรึกษาแพทย์เพื่อทำการรักษา เนื่องจากเท้าเป็นอวัยวะที่ต้องใช้เดินและสัมผัสกับพื้นตลอดเวลาจึงทำให้มีโอกาสที่จะเกิดบาดแผลได้มาก ผู้ป่วยเบาหวานควรหมั่นตรวจดูเท้าของตนเองเป็นประจำ อย่าปล่อยให้เกิดแผลกับเท้าได้โดยเด็ดขาดเพราะเป็นที่รู้กันดีว่าผู้ป่วยเบาหวานที่เป็นแผลแล้วจะหายช้าและมีโอกาสติดเชื้อลุกลามกลายเป็นเรื่องใหญ่ได้เลย.

17 กุมภาพันธ์ 2553

ผู้ป่วยเบาหวานควรดูแลสุขภาพอย่างไร (Diabetes Health Care)

ผู้ป่วยเบาหวานจะมีภูมิต้านทานโรคที่ต่ำกว่าปกติทำให้มีโอกาสติดเชื้อต่างๆได้ง่าย ไม่ว่าจะเป็นการอักเสบบริเวณผิวหนัง สุขภาพช่องปาก เท้า ฯลฯ การดูแลสุขภาพร่างกายของผู้ป่วยเบาหวานจึงเป็นสิ่งสำคัญเพื่อป้องกันปัญหาจากการติดเชื้อต่างๆผู้ป่วยเบาหวานจึงควรดูแลสุขภาพดังนี้

นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอวันละ 7-8 ชั่วโมงเป็นอย่างน้อย ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอหากเป็นไปได้ควรออกกำลังกายด้วยการเล่นกีฬาที่ตนเองชอบจะส่งผลดีทั้งทางร่างกายและทางจิตใจสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน พยายามหลีกเลี่ยงเรื่องต่างๆที่ทำให้เกิดความเครียดเพราะความเครียดจะทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้นได้ ผู้ป่วยเบาหวานต้องควบคุมน้ำหนักตัวเองอยู่เสมออย่าปล่อยให้ตัวเองอ้วน ควรชั่งน้ำหนักตัวทุกวันให้น้ำหนักตัวอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานหากปล่อยให้อ้วนจะทำให้การควบคุมโรคเบาหวานทำได้ยากขึ้น

ผู้ป่วยเบาหวานต้องหลีกเลี่ยงจากการดื่มเหล้า-สูบบุหรี่และต้องไปพบแพทย์ตามกำหนดนัดอย่างสม่ำเสมอแม้จะไม่มีอาการผิดปกติอะไรอย่างน้อยก็เพื่อตรวจสุขภาพและรับคำแนะนำที่ถูกต้องเพราะบางครั้งโรคแทรกซ้อนมักจะเกิดก่อนที่ผู้ป่วยจะรู้สึกตัวด้วยซ้ำไป นอกจากนี้ผู้ป่วยเบาหวานควรตรวจสุขภาพตากับจักษุแพทย์อย่างละเอียดปีละครั้ง หากมีอาการผิดปกติทางสายตาเช่น ตาเกิดอาการพร่ามัวควรปรึกษาจักษุแพทย์โดยเร็ว

การดูแลสุขภาพช่องปากและฟันของผู้ป่วยเบาหวาน เพื่อป้องกันการติดเชื้อและอักเสบ ให้หมั่นรักษาความสะอาดของช่องปากและฟันอย่างทั่วถึงโดยแปรงฟันอย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง อาจใช้ไหมขัดฟันเพื่อทำความสะอาดเพิ่มเติมอีกทางหนึ่งแต่ต้องระวังอย่าให้ไหมขัดฟันทำให้เหงือกเป็นแผลและควรตรวจสุขภาพช่องปากและฟันทุก 6 เดือน

การดูแลสุขภาพผิวหนังในผู้ป่วยเบาหวาน ควรอาบน้ำทำความสะอาดร่างกายอย่างทั่วถึงโดยเฉพาะจุดอับชื้นเช่น ขาหนีบ รักแร้ หลังอาบน้ำต้องเช็ดให้แห้งเพราะถ้าปล่อยให้อับชื้นอาจเกิดเชื้อราได้ง่าย หากผิวหนังแห้งควรทาครีมเพื่อให้ความชุ่มชื้นแก่ผิว สวมใส่เสื้อผ้าที่สะอาดและใส่สบายตัวระบายอากาศได้ดี ผิวหนังเป็นด่านแรกในการป้องกันเชื้อโรคจึงต้องดูแลให้ดีหากมีแผลที่ผิวหนังหรือมีอาการอักเสบ ผื่นคัน ฝีพุพอง ให้รีบปรึกษาแพทย์ทันที

16 กุมภาพันธ์ 2553

ประเภทและระยะเวลาในการออกกำลังกายของผู้ป่วยเบาหวาน(Diabetes and Exercise)

ประเภทของการออกกำลังกายของผู้ป่วยเบาหวานไม่ได้กำหนดตายตัวว่าผู้ป่วยเบาหวานจะต้องออกกำลังกายแบบใด ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความชอบและความถนัดเป็นส่วนตัวของผู้ป่วยเบาหวาน แต่หลักสำคัญของการออกกำลังกายของผู้ป่วยเบาหวานคือ ควรหลีกเลี่ยงการออกกำลังกายประเภทที่ต้องออกแรงต้านมากๆเช่น การยกน้ำหนัก เพราะการออกกำลังกายที่ต้องออกแรงต้านมากๆอาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนทางหลอดเลือดและหัวใจได้

ประเภทของการออกกำลังกายของผู้ป่วยเบาหวานที่ควรจะเป็นคือ การออกกำลังกายที่ทำให้กล้ามเนื้อส่วนต่างๆของร่างกายหลายๆส่วนได้เคลื่อนไหวและออกแรงพร้อมๆกันและต้องเป็นการออกกำลังกายที่ไม่ต้องใช้แรงต้านมาก ตัวอย่างการออกกำลังกายที่เหมาะกับผู้ป่วยเบาหวานคือ การเดินเร็วๆ การวิ่งเหยาะๆ และการว่ายน้ำ ฯลฯ ระยะเวลาในการออกกำลังกายควรเป็นครั้งละ 20-45 นาที ให้ผู้ป่วยเบาหวานพยายามทำให้ได้สม่ำเสมอทุกวันหรืออย่างน้อยที่สุดสัปดาห์ละ 3 ครั้ง เพื่อให้เกิดประโยชน์กับผู้ป่วยเบาหวานมากที่สุด

ช่วงเวลาการออกกำลังกายของผู้ป่วยเบาหวาน ช่วงเวลาที่เหมาะสมสำหรับผู้ป่วยเบาหวานประเภทที่ 1 (พึ่งอินซูลิน) การออกกำลังกายในช่วงบ่ายตั้งแต่ 15.00-17.00 น. เพื่อเป็นการป้องกันภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำขณะออกกำลังกายหรือหลังการออกกำลังกาย ผู้ป่วยเบาหวานควรกินอาหารว่างก่อนออกกำลังกายประมาณ 30-60 นาที เพราะช่วงนี้เป็นเวลาที่อินซูลินจะถูกดูดซึมได้เต็มที่และจะมีการออกฤทธิ์สูงสุด แต่หากผู้ป่วยเบาหวานต้องการออกกำลังกายในช่วงเวลาอื่นก็ให้ปฏิบัติในลักษณะเดียวกันเพื่อป้องกันภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ

ข้อควรระวังในการออกกำลังกายของผู้ป่วยเบาหวานคือ ในระหว่างการออกกำลังกายหากผู้ป่วยเบาหวานเกิดอาการดังต่อไปนี้ให้หยุดออกกำลังกายและปรึกษาแพทย์ทันที อาการดังกล่าวคือ หน้ามืด ตาพร่ามัว หิว เหงื่อออกมาก ใจสั่น เหนื่อยมากผิดปกติ เป็นแผลที่เท้า เจ็บแน่นที่หน้าอก.

การออกกำลังกายของผู้ป่วยเบาหวานเป็นสิ่งจำเป็นแต่ก็ต้องทำด้วยความระมัดระวังเช่นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ป่วยเบาหวานมักจะเป็นผู้สูงอายุที่ไม่สามารถออกกำลังกายที่หักโหมได้และผู้ป่วยเบาหวานแต่ละคนอาจมีโรคแทรกซ้อนที่ไม่เหมือนกันจึงมีความพร้อมในการออกกำลังกายที่แตกต่างกัน ทางเลือกหนึ่งที่เหมาะสมกับผู้ป่วยเบาหวานที่สูงอายุคือ การทำกายบริหารซึ่งจะช่วยบริหารกล้ามเนื้อและยืดหยุ่นข้อต่อต่างๆ ซึ่งล้วนเป็นผลดีต่อสุขภาพของผู้ป่วยเบาหวานและดีกว่าการไม่ออกกำลังกายเลย แต่หากผู้ป่วยเบาหวานสามารถออกกำลังกายโดยเล่นกีฬาที่ชอบได้ย่อมส่งผลดีทั้งสุขภาพกายและสุขภาพจิตของผู้ป่วยเบาหวานเอง.

15 กุมภาพันธ์ 2553

วิธีปฏิบัติตัวของผู้ป่วยเบาหวานที่ต้องเดินทาง (Traveling with Diabetes)

ในชีวิตประจำวันของผู้ป่วยเบาหวานบางโอกาสก็มีความจำเป็นต้องเดินทาง อาจเป็นการเดินทางเพื่อพักผ่อนหรือเดินทางไปทำธุระการงาน ไม่ว่าจะอย่างไรผู้ป่วยเบาหวานก็ต้องเคร่งครัดในเรื่องของการควบคุมอาหาร การออกกำลังกายและการฉีดยาหรือกินยาควบคุมเบาหวานอยู่เสมอ โรคเบาหวานเป็นเสมือนเพื่อนที่คอยติดตามตัวผู้ป่วยเบาหวานไปอย่างใกล้ชิด หากผู้ป่วยเบาหวานละเลยต่อการดูแลตนเองโดยเฉพาะเรื่องการควบคุมอาหารก็อาจเกิดอันตรายได้ แต่ถึงอย่างไรก็ไม่ควรกังวลกับการควบคุมเบาหวานมากเกินไป ให้พยายามปฏิบัติตัวให้ใกล้เคียงกับเวลาที่อยู่บ้านให้มากทีสุดและทำให้ได้อย่างสม่ำเสมอก็จะสามารถควบคุมเบาหวานและมีความสุขกับการเดินทางได้เช่นกัน

การเดินทางโดยทางรถยนต์ ผู้ป่วยเบาหวานควรจะพกพาอาหารที่สามารถนำออกมาใช้ได้ง่ายในยามฉุกเฉินเช่น รถยางแตกหรือร้านอาหารอยู่ไกลทำให้ต้องเลื่อนเวลาอาหารออกไป ผู้ป่วยเบาหวานต้องกินอาหารตรงเวลาเสมอหากเกิดปัญหาเฉพาะหน้าขึ้นในการเดินทางเช่น หาร้านอาหารไม่ได้ก็ให้รองท้องด้วยอาหารที่เตรียมไปก่อนอย่าปล่อยให้หิวจัดโดยเด็ดขาด

อาหารที่ควรพกพาไปพร้อมกับการเดินทางเช่น นมจืดพร่องมันเนย(กล่อง) น้ำผลไม้ธรรมชาติ ผลไม้แห้งธรรมชาติ(ลูกเกด) ขนมปังกรอบ ส้ม กล้วย แอ๊ปเปิ้ล ชมพู่ ฯลฯ การใช้อาหารพกพาให้กินนมจืดหนึ่งกล่องจะช่วยบรรเทาความหิวได้ประมาณ 1-2 ชั่วโมงหรือกินลูกเกด 2 ช้อนโต๊ะกับน้ำเปล่าหรือเครื่องดื่มไดเอท อาจยึดหลักง่ายๆว่า ทุกๆชั่วโมงที่เลื่อนเวลาอาหารออกไปให้กินอาหารจำพวกแป้ง/ข้าว 1 ส่วนหรือผลไม้ 1 ส่วนเช่นขนมปังกรอบจืด 3 แผ่นหรือแอ๊ปเปิ้ล 1 ผล เป็นต้น

การเลือกร้านอาหารในระหว่างเดินทางสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน ควรเลือกร้านที่สามารถทำอาหารตามสั่งได้ จะทำให้สามารถควบคุมอาหารได้ง่ายกว่าการกินอาหารสำเร็จรูป หลีกเลี่ยงการกินอาหารที่กึ่งสุกกึ่งดิบเพราะหากผู้ป่วยเบาหวานเกิดอาการท้องเสียขึ้นมาจะทำให้การควบคุมเบาหวานยุ่งยากยิ่งขึ้น

หากผู้ป่วยเบาหวานจำเป็นต้องใช้อินซูลินในระหว่างเดินทาง ไม่ควรเก็บอินซูลินไว้ในกระเป๋าเดินทางใบใหญ่ที่มักจะไม่สะดวกในการนำอินซูลินออกมาใช้ ควรเก็บไว้ในกระเป๋าถือที่สามารถหิ้วติดตัวได้ตลอดเวลาเพื่อความสะดวกในการหยิบออกมาใช้และให้ระมัดระวังเรื่องอุณหภูมิในการเก็บอินซูลินด้วยเพื่อป้องกันอินซูลินเสื่อมคุณภาพ นอกจากนี้ควรเตรียมอินซูลินเผื่อไว้ให้มากกว่าปกติไว้ก่อนในกรณีที่อาจต้องเพิ่มจำนวนวันเดินทางที่เป็นเหตุสุดวิสัย.

12 กุมภาพันธ์ 2553

สาเหตุและปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดแผลที่เท้าในผู้ป่วยเบาหวาน (Diabetic Foot Ulcer)

ผู้ป่วยเบาหวานมักมีอาการแทรกซ้อนหลายอย่าง โอกาสเกิดแผลที่เท้าและถูกตัดขาของผู้ป่วยเบาหวานมีมากกว่าคนปกติหลายเท่าตัว สาเหตุที่ทำให้เกิดแผลที่เท้าของผู้ป่วยเบาหวานมีหลายสาเหตุที่มักเป็นปัจจัยส่งเสริมซึ่งกันและกัน เริ่มจากสาเหตุเล็กๆหรืออุบัติเหตุเพียงเล็กน้อยซึ่งในความเป็นจริงแล้วเป็นสิ่งที่สามารถป้องกันได้เช่น การใส่รองเท้าคับเกินไปหรือการตัดเล็บเท้าลึกเกินไปทำให้เกิดแผลเล็กๆขึ้น หากเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นกับคนปกติก็ไม่เกิดปัญหาอะไรแต่สำหรับผู้ป่วยเบาหวานแล้วแผลที่เกิดขึ้นจะหายได้ช้าและมีโอกาสติดเชื้อลุกลามจนเป็นอันตรายได้

ประสาทความรู้สึกเสื่อม ทำให้ร่างกายไม่สามารถรับรู้ถึงความเจ็บปวด ร้อน-เย็นได้ เมื่อเท้าเกิดเป็นบาดแผลผู้ป่วยเบาหวานมักไม่ให้ความสนใจและไม่หยุดใช้เท้าอาจเป็นเพราะไม่รู้สึกเจ็บปวด แผลที่เกิดขึ้นจึงอักเสบและลุกลามมากขึ้น ผู้ป่วยเบาหวานอาจเดินไปเหยียบของมีคมและถูกบาดโดยขาดความระมัดระวัง การที่แผลที่เท้าในผู้ป่วยเบาหวานเกิดอาการชาจะเริ่มจากเชื้อราที่เท้า (ฮ่องกงฟุต) โรคเท้าเปื่อยและผู้ป่วยเบาหวานจะไม่มีความรู้สึกเจ็บหรือคันเนื่องจากประสาทรับความรู้สึกเสื่อม กว่าจะรู้ตัวอาการก็ลุกลามอักเสบรุนแรงทั้งอุ้งเท้าเสียแล้ว แต่หากผู้ป่วยรู้จักระวังดูแลสุขภาพและได้รับการรักษาที่ถูกต้องแผลก็จะหายเป็นปกติได้

ประสาทควบคุมกล้ามเนื้อเสื่อม เมื่อประสาทชนิดนี้เสื่อมสมรรถภาพก็จะทำให้กล้ามเนื้อที่เท้าค่อยๆลีบลงหรือกล้ามเนื้อที่เท้าไม่อยู่ในจุดสมดุล เท้าผิดรูป ปลายนิ้วเท้าจิกลงทำให้จุดรับน้ำหนักผิดไปและมีโอกาสที่จะเกิดเป็นตาปลาหรือเกิดเป็นแผลได้ง่ายขึ้น

ประสาทอัตโนมัติที่เกิดการเสื่อมจะเกี่ยวข้องกับการควบคุมการหลั่งของเหงื่อ การขยายตัวและหดตัวของหลอดเลือดมีปัญหาทำให้ผิวหนังแห้ง เหงื่อออกน้อยและผิวแตกได้ง่าย โดยเฉพาะจุดที่มีการพับงอบ่อยๆ เชื้อโรคอาจเข้าไปตามรอยแตกแล้วกลายเป็นแผลลุกลาม การเสื่อมของระบบประสาทอัตโนมัติอาจทำให้เท้าบวมจนคับรองเท้าและกลายเป็นแผลกดทับได้

ความผิดปกติของหลอดเลือด บางครั้งเส้นเลือดก็ตีบแข็งบางครั้งก็อุดตันซึ่งอาจเกิดขึ้นได้ทั้งหลอดเลือดแดงใหญ่และหลอดเลือดฝอยจนทำให้เกิดแผลที่เท้าเนื่องจากขาดเลือดไปเลี้ยงเนื้อเยื่อซึ่งจะพบมากที่ปลายนิ้วเท้าทั้งห้าหรือส้นเท้า การรักษาก็ทำได้ยากเนื่องจากไม่มีเส้นเลือดไปหล่อเลี้ยงเนื้อเยื่อทำให้ไม่เกิดการสมานแผลที่เน่า การตีบตันของหลอดเลือดในผู้ป่วยเบาหวานยังอาจเกิดขึ้นได้กับหลอดเลือดตามส่วนต่างๆของร่างกายเช่น หลอดเลือดหัวใจ สมองและปัจจัยที่เป็นตัวกระตุ้นให้เกิดการตีบตันเร็วขึ้นคือ ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง การสูบบุหรี่ ฯลฯ หากเกิดการตีบตันของเส้นเลือดต้องทำการฉีดสีดูว่าจะหาทางแก้ไขทำให้เลือดเดินดีขึ้นได้อย่างไร

การติดเชื้อแทรกซ้อน เท้าของผู้ป่วยเบาหวานที่เป็นแผลมักมีการติดเชื้อร่วมด้วยเสมอ โดยเฉพาะการแทรกซ้อนของเชื้อแบคทีเรียทำให้แผลอักเสบจนเส้นเลือดฝอยอุดตันทำให้เนื้อเยื่อที่ขาดเลือดส่งกลิ่นเหม็นเน่าและหากมีภาวะแทรกซ้อนทางหลอดเลือดและทางเส้นประสาทร่วมด้วยแล้ว โอกาสที่ผู้ป่วยเบาหวานจะได้รับการรักษาให้หายจะยากยิ่งขึ้นซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้ผู้ป่วยเบาหวานต้องถึงกับสูญเสียขา.

09 กุมภาพันธ์ 2553

ภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ (Hypoglycemia) อาการผิดปกติในผู้ป่วยเบาหวาน

ผู้ป่วยเบาหวานอาจมีอาการผิดปกติที่พบได้บ่อยคือ ภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ(Hypoglycemia) ซึ่งเป็นภาวะที่ผู้ป่วยเบาหวานอาจละเลยไม่ได้ดูแลตนเองหรือปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์ ภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำจะมีอาการได้หลายลักษณะเริ่มตั้งแต่อาการที่มีความรุนแรงน้อยจนถึงขั้นหมดสติเช่น มีเหงื่อออกมาก ตัวเย็น ปวด-มึนศีรษะ ชาตามปลายนิ้วมือนิ้วเท้าหรือรอบปาก หงุดหงิดขึ้นมาอย่างทันทีทันใด ตาพร่ามองเห็นเป็นภาพซ้อน หัวใจเต้นเร็วและแรง วิงเวียน หน้าซีด ชัก หมดสติ.

ภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำเกิดจากสาเหตุสำคัญคือ ผู้ป่วยเบาหวานดูแลตนเองไม่ดีพอ ส่วนมากจะเกิดจาก การฉีดอินซูลินหรือกินยาลดระดับน้ำตาลมากไปหรือกินอาหารไม่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกายคือ กินน้อยไป กินผิดเวลาหรือทิ้งช่วงเวลาระหว่างมื้อนานเกินไป การที่ผู้ป่วยเบาหวานทำงานหรือออกกำลังกายมากเกินไปก็อาจเป็นสาเหตุทำให้เกิดภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำได้เช่นกัน

การรักษาดูแลอาการที่เกิดจากภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ หากอาการที่เกิดกับผู้ป่วยเบาหวานไม่รุนแรงจนถึงขั้นหมดสติก็สามารถแก้ไขได้โดยการให้ผู้ป่วยกินน้ำตาลเข้าไปก็จะทำให้อาการดีขึ้นได้ ดังนั้นหากมีอาการของภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำตามที่กล่าวมาแล้ว อย่ามัวแต่รอดูอาการโดยคิดว่าเดี๋ยวก็หายเองได้ ให้รีบหาทางแก้ไขโดยทำตามคำแนะนำต่อไปนี้

ให้พยายามหาสาเหตุว่าการที่ผู้ป่วยเบาหวานเกิดภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำนั้นมีสาเหตุจากอะไรเช่น หากรู้ว่าเป็นเพราะผิดเวลาอาหารก็ให้รีบกินอาหารทันทีหรืออย่างน้อยที่สุดต้องกินอาหารว่างรองท้องไปก่อนอาการก็จะดีขึ้น หากอาการค่อนข้างรุนแรงแต่ยังไม่ถึงขั้นหมดสติ ให้ผู้ป่วยเบาหวานกินอะไรก็ได้ที่สามารถถูกดูดซึมและเพิ่มระดับน้ำตาลในเลือดได้โดยเร็วเช่น นมรสหวาน ลูกกวาดหรือน้ำหวาน ฯลฯ แล้วให้ผู้ป่วยพักผ่อนรอดูอาการสักครู่หนึ่ง หากเวลาผ่านไปสัก 10-15 นาทีแล้วอาการยังไม่ดีขึ้นให้แก้ไขโดยการกินอาหารเพิ่มอีก

สำหรับผู้ป่วยเบาหวานที่ชอบออกกำลังกายควรหาทางป้องกันไม่ให้เกิดภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำในช่วงที่กำลังออกกำลังกายและหลังออกกำลังกายโดยการกินอาหารว่างจำพวกแซนด์วิช แครกเกอร์ ฯลฯ ก่อนการออกกำลังกายก็จะช่วยป้องกันไม่ให้ผู้ป่วยเบาหวานเกิดอาการภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำได้.

08 กุมภาพันธ์ 2553

หมวดอาหารแลกเปลี่ยน (Food Exchange List) ช่วยควบคุมอาหารเพื่อควบคุมเบาหวาน

การควบคุมอาหารเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ผู้ป่วยสามารถควบคุมเบาหวานได้ การควบคุมอาหารสำหรับผู้ป่วยเบาหวานจำเป็นต้องเรียนรู้เกี่ยวกับหมวดอาหารแลกเปลี่ยนเพื่อช่วยให้การควบคุมเบาหวานได้ผล หมวดอาหารแลกเปลี่ยนจะประกอบด้วยอาหารประเภทเดียวกันและมีคุณค่าทางโภชนาการที่ใกล้เคียงกันสามารถแลกเปลี่ยนทดแทนกันได้ภายในหมวดเดียวกัน

หมวดอาหารแลกเปลี่ยนแบ่งออกเป็น 6 หมวดคือ

1. หมวดแป้ง/ข้าว อาหารในหมวดนี้ 1 ส่วนจะมีคาร์โบไฮเดรต 15 กรัม โปรตีน 3 กรัมกับไขมันอีกเล็กน้อย อาหารในหมวดแป้ง/ข้าวนี้ 1 ส่วนจะให้พลังงาน 80 กิโลแคลอรี ตัวอย่างเช่น ข้าวสวย/ข้าวเหนียว 1 ทัพพี(เล็ก) สามารถแลกเปลี่ยนกับ ก๋วยเตี๋ยว/เส้นหมี่/วุ้นเส้น/บะหมี่ อย่างใดอย่างหนึ่งในปริมาณ 1 ทัพพี

2. หมวดเนื้อสัตว์(โปรตีน) อาหารในหมวดนี้ 1 ส่วน (2 ช้อนโต๊ะ)จะให้โปรตีน 7 กรัม ส่วนพลังงานที่ได้จะขึ้นอยู่กับปริมาณไขมันที่มีอยู่ในเนื้อสัตว์ ตัวอย่างเช่น อาหารที่เนื้อล้วนไม่ติดมัน (ปลาต่างๆ) 30 กรัม สามารถแลกเปลี่ยนกับเนื้อปู 4 ช้อนโต๊ะ(60 กรัม) หรือหอยแครง 10 ตัวหรือลูกชิ้นหมู 6 ลูก

3. หมวดผัก จะมีปริมาณคาร์โบไฮเดรตน้อยและให้พลังงานน้อย ผัก 1 ส่วน ให้คาร์โบไฮเดรต 5 กรัม โปรตีน 2 กรัม พลังงาน 25 กิโลแคลอรีและเส้นใยอาหาร 2-3 กรัม หากผู้ป่วยเบาหวานกินผักโดยไม่ใช้น้ำมันในการปรุงอาหารก็สามารถกินได้โดยไม่จำกัดปริมาณ ตัวอย่าง ผัก 1 ส่วนเท่ากับผักสุกครึ่งถ้วยตวงหรือผักสด 1 ถ้วยตวง

4. หมวดผลไม้ ผลไม้ 1 ส่วนจะให้คาร์โบไฮเดรต 15 กรัม พลังงาน 60 กิโลแคลอรี เส้นใยอาหารมากกว่า 2 กรัม ตัวอย่างเช่นผลไม้ 1 ส่วนจะเท่ากับมะละกอสุก 8 คำ หรือสับปะรด 1 วง(หนาครึ่งนิ้ว) หรือส้มโอ 3 กลีบเล็กหรือกล้วยหอม (9 นิ้ว) ครึ่งผล ผู้ป่วยเบาหวานควรหลีกเลี่ยงผลไม้เชื่อม ผลไม้บรรจุกระป๋องและผลไม้กวน

5. หมวดนม นม 1 ส่วนจะให้คาร์โบไฮเดรต 12 กรัม โปรตีน 8 กรัม สำหรับจำนวนพลังงานจะมากน้อยขึ้นอยู่กับจำนวนไขมันเนยที่อยู่ในนม ตัวอย่างเช่น นมจืดไขมันเต็ม 1 ส่วน(240 มิลลิลิตร) จะเท่ากับนมจืดพร่องไขมัน 1 ส่วน(240 มิลลิลิตร) ผู้ป่วยเบาหวานควรหลีกเลี่ยงนมที่มีรสหวานทุกชนิด

6. หมวดไขมัน อาหารในหมวดนี้ 1 ส่วนเท่ากับน้ำมัน 1 ช้อนชา ให้ไขมัน 5 กรัมและพลังงาน 45 กิโลแคลอรี ตัวอย่างเช่น เนยเทียม 1 ช้อนชาจะเท่ากับ มายองเนส 1 ช้อนชาหรือน้ำสลัด 1 ช้อนโต๊ะหรือน้ำมันพืช 1 ช้อนชา ผู้ป่วยเบาหวานควรเลือกกินไขมันชนิดไม่อิ่มตัวแทนไขมันชนิดที่อิ่มตัว

ปริมาณอาหารในแต่ละวันที่ผู้ป่วยเบาหวานควรควบคุมในแต่ละหมวดอาหารแลกเปลี่ยนคือ หมวดข้าว/แป้ง ต้องวันละ 6-11 ส่วน หมวดโปรตีน มื้อละ 2-3 ส่วนวันละ 2-3 มื้อ หมวดผักวันละ 3-5 ส่วน หมวดผลไม้วันละ 2-4 ส่วน หมวดนมและผลิตภัณฑ์จากนม วันละ 2-3 ส่วน สำหรับหมวดไขมันหากหลีกเลี่ยงไม่กินเลยได้จะดีมาก ประโยชน์ของหมวดอาหารแลกเปลี่ยนจะทำให้ผู้ป่วยเบาหวานสามารถจัดรายการอาหารของตนเองได้ ทำให้สามารถเปลี่ยนแปลงรายการอาหารเพื่อลดความจำเจที่ต้องควบคุมอาหาร.

07 กุมภาพันธ์ 2553

การควบคุมอาหารสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน(Diabetes Nutrition guide)

การควบคุมอาหารหรือการปรับพฤติกรรมในการกินอาหารเป็นหัวใจสำคัญของการควบคุมเบาหวานเลยก็ว่าได้ การจะควบคุมเบาหวานให้ได้ผลต้องอาศัยทั้งการใช้ยารักษาเบาหวานควบคู่

กับการควบคุมอาหารจึงจะได้ผลดี การควบคุมอาหารสำหรับผู้ป่วยเบาหวานจึงเป็นการรู้จักเลือกกินอาหารที่มีประโยชน์ให้ครบทุกหมู่ในปริมาณที่พอเหมาะกับความต้องการของร่างกายและร่างกายต้องได้รับสารอาหารอย่างครบถ้วนอย่างมีความสมดุล

สำหรับผู้ป่วยเบาหวานประเภทที่ 1(ต้องพึ่งอินซูลิน) การควบคุมอาหารต้องยึดหลักของความสม่ำเสมอเป็นสำคัญเนื่องจากแพทย์จะคำนวณปริมาณอินซูลินที่จะฉีดให้ผู้ป่วยเบาหวานให้พอดีกับอาหารที่ผู้ป่วยจะกินและมีความสมดุลกับการทำกิจกรรมประจำวันด้วย ดังนั้นการควบคุมอาหารของผู้ป่วยเบาหวานประเภทที่ 1 (Type 1 Diabetes) จะต้องกินอาหารให้ตรงเวลาในแต่ละวันและชนิดของอาหารรวมทั้งปริมาณของอาหารควรจะคล้ายๆกัน อินซูลินและอาหารที่กินเข้าไปจะทำงานควบคู่กันไปเพื่อปรับระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม ถ้าการกินอาหารและอินซูลินไม่สมดุลกันจะส่งผลกระทบทำให้เกิดภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำหรือสูงกว่าปกติได้ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อผู้ป่วยเบาหวานอย่างแน่นอน

สำหรับผู้ป่วยเบาหวานประเภทที่ 2 (ไม่พึ่งอินซูลิน) ผู้ป่วยมักจะมีน้ำหนักเกินหรืออ้วน การควบคุมอาหารจึงทำได้โดยการกินอาหารให้น้อยลงโดยเฉพาะอาหารจำพวกไขมัน กินอาหารให้ถูกหลักโภชนาการควบคู่ไปกับการออกกำลังกายเป็นประจำก็จะช่วยให้สามารถควบคุมเบาหวานได้ดี

เวลาในการกินอาหารของผู้ป่วยเบาหวาน ควรกินอาหารหลังจากกินยาหรือฉีดอินซูลินแล้วประมาณ 30 นาทีให้สม่ำเสมอและตรงเวลา พยายามกินอาหารให้ตรงเวลาอย่างดอาหารมื้อหนึ่งแล้วไปกินเพิ่มในมื้อถัดไป ผู้ป่วยเบาหวานบางรายอาจมีการแบ่งการกินอาหารเป็นมื้อเล็กๆและมีอาหารว่างระหว่างมื้อแทนการกินอาหารมื้อใหญ่ 3 มื้อก็ได้ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความจำเป็นและความเห็นของแพทย์ แต่โดยรวมแล้วจำนวนแคลอรีที่ผู้ป่วยเบาหวานได้รับในแต่ละวันยังคงเท่าเดิม

ปริมาณในการกินอาหารของผู้ป่วยเบาหวาน แพทย์หรือนักโภชนาการจะคำนวณปริมาณอาหารของผู้ป่วยในแต่ละวันให้ออกมาเป็นจำนวนแคลอรีซึ่งจะนำมาจัดเป็นสัดส่วนของอาหารหมวดต่างๆในแต่ละมื้อ ทั้งนี้การคำนวณปริมาณอาหารที่จะกินในแต่ละมื้อยังต้องคำนึงถึงความแตกต่างของผู้ป่วยแต่ละคนเช่น อายุ น้ำหนักตัว เพศและกิจกรรมประจำวัน ที่ต้องนำมาร่วมพิจารณาในการกำหนดปริมาณอาหารของผู้ป่วยเบาหวานในแต่ละมื้อ

ผู้ป่วยเบาหวานต้องกินอาหารตามสัดส่วนที่แพทย์หรือนักโภชนาการกำหนดให้ทั้งในเรื่องชนิดและปริมาณอาหารที่ใช้ในการควบคุมเบาหวาน ผู้ป่วยเบาหวานควรเรียนรู้เรื่องหมวดอาหารแลกเปลี่ยนเพื่อนำความรู้ไปใช้จัดรายการอาหารของตนเองเพื่อลดความเบื่อหน่ายหรือความจำเจในการกินอาหารควบคุมเบาหวานเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของผู้ป่วยเบาหวาน.

04 กุมภาพันธ์ 2553

อินซูลิน (Insulin Preparations) ยาลดระดับน้ำตาลในเลือด

ปัจจุบันยาที่ใช้ลดระดับน้ำตาลในเลือดมีอยู่ 2 ประเภทด้วยกันคือ 1.ยาฉีดอินซูลิน (Insulin Preparations) 2. ยากิน (Oral Hypoglycemic Agents) ยาฉีดอินซูลินใช้ในผู้ป่วยเบาหวานประเภทที่ 1 และเบาหวานประเภทที่ 2 ที่ไม่สามารถควบคุมเบาหวานได้โดยการกินยา การควบคุมอาหารและการออกกำลังกาย อินซูลินจะได้มาจาก 2 แหล่งคือ การสกัดจากตับอ่อนของหมูและวัว อีกแหล่งคือการสังเคราะห์จากวิธีทางพันธุวิศวกรรม (Genetic Engineering) โดยทั่วไปใน 1 มิลลิลิตร(ซีซี)ของยาจะมีอินซูลิน 100 ยูนิต ซึ่งเรียกว่า ยู 100 อินซูลิน ( U 100 Insulin)

อินซูลินสามารถจำแนกตามการออกฤทธิ์ของอินซูลินได้เป็น 4 ชนิดคือ

1. อินซูลินชนิดออกฤทธิ์เร็วมาก (Rapid-acting Insulin) อินซูลินชนิดนี้ถูกเรียกว่า อินซูลินชนิดน้ำใส (ตามลักษณะทางกายภาพของยา) ใช้ฉีดในเวลาที่ต้องการลดระดับน้ำตาลในเลือดหลังมื้ออาหาร เมื่อฉีดอินซูลินเข้าใต้ผิวหนังจะออกฤทธิ์เร็วภายใน 10-15 นาทีและมีฤทธิ์อยู่นาน 3-5 ชั่วโมง

2. อินซูลินชนิดออกฤทธิ์เร็วและสั้น (Short-acting Insulin) ใช้ฉีดก่อนอาหารครึ่งชั่วโมงเพื่อควบคุมระดับน้ำตาลหลังอาหารหรือใช้ฉีดเมื่อมีภาวะกรดคั่งในเลือดจากสารคีโทน เมื่อฉีดอินซูลินชนิดนี้เข้าใต้ผิวหนังจะออกฤทธิ์ในเวลา 30-60 นาทีและมีฤทธิ์อยู่นาน 5-7 ชั่วโมง

3. อินซูลินชนิดออกฤทธิ์ปานกลาง (Intermediate-acting Insulin) อินซูลินชนิดนี้จะมีลักษณะเป็นน้ำสีขาวขุ่นจึงมักเรียกกันว่า อินซูลินชนิดน้ำขุ่น โดยทั่วไปจะใช้เป็นอินซูลินตัวหลักในการรักษาโรคเบาหวานโดยฉีดเข้าใต้ผิวหนังวันละ 1-2 ครั้ง หลังฉีดอินซูลินแล้วจะออกฤทธิ์ในเวลา 2-4 ชั่วโมงและมีฤทธิ์อยู่นาน 18-24 ชั่วโมง

4. อินซูลินชนิดออกฤทธิ์ยาว (Long-acting Insulin) มีลักษณะเป็นน้ำใสใช้เพื่อปรับระดับอินซูลินในเลือดให้สูงขึ้นในปริมาณหนึ่งตลอดวันและป้องกันภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ เมื่อฉีดอินซูลินชนิดออกฤทธิ์ยาวเข้าใต้ผิวหนังอินซูลินจะเริ่มออกฤทธิ์ภายใน 2 ชั่วโมงและมีฤทธิ์นาน 24 ชั่วโมง

อินซูลินที่มีขายอยู่ในปัจจุบันจะมีราคาแตกต่างกัน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความบริสุทธิ์ของอินซูลิน อินซูลินที่บริสุทธิ์ไม่มีสารปนเปื้อนจะมีราคาแพงและคุณภาพดีกว่าโดยผู้ใช้จะเกิดอาการแพ้และแอนตี้บอดี้ (Antibody) ได้น้อยกว่าซึ่งหากเกิดแอนตี้บอดี้จะเป็นสาเหตุให้ต้องเพิ่มขนาดอินซูลินมากขึ้นเมื่อใช้ไประยะหนึ่ง.

03 กุมภาพันธ์ 2553

เบาหวานในระยะตั้งครรภ์ (Gestational Diabetes Mellitus)

คนส่วนมากมักเข้าใจว่า ผู้ป่วยเบาหวานไม่สามารถตั้งครรภ์ได้ ความจริงแล้วโรคเบาหวานไม่ได้มีส่วนทำให้การเจริญพันธุ์ลดลงแต่ประการใด ดังนั้นผู้ป่วยเบาหวานจึงสามารถตั้งครรภ์ได้ตามปกติเพียงแต่ผลกระทบจากการเป็นโรคเบาหวานอาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนแก่มารดาและทารกในครรภ์

เบาหวานกับการตั้งครรภ์แบ่งได้ 2 กลุ่มคือ 1.ผู้ป่วยที่เป็นเบาหวานอยู่ก่อนแล้วจึงตั้งครรภ์ในภายหลัง 2.หญิงที่กำลังตั้งครรภ์แล้วตรวจพบว่าเป็นเบาหวาน สำหรับผู้ป่วยที่เป็นเบาหวานอยู่ก่อนแล้วตั้งครรภ์ทีหลังวิธีการดูแลรักษาทำได้โดยการควบคุมอาหารควบคู่กับการออกกำลังกายที่เหมาะสมสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน หากปฏิบัติแล้วยังไม่สามารถควบคุมเบาหวานให้อยู่ในเกณฑ์ที่น่าพอใจได้ก็ต้องใช้ยาลดระดับน้ำตาลโดยการฉีดอินซูลินเท่านั้น ไม่สามารถใช้ยากินสำหรับลดระดับน้ำตาลในเลือดได้เพราะการกินยาลดระดับน้ำตาลในเลือดจะส่งผลกระทบกับเด็กทารกในท้องได้ หากผู้ป่วยเบาหวานต้องการตั้งครรภ์ควรปรึกษาแพทย์และวางแผนล่วงหน้าเพื่อหาทางควบคุมเบาหวานให้ดีเพื่อไม่เกิดอันตรายต่อมารดาและทารกในครรภ์

สำหรับหญิงมีครรภ์ที่ตรวจพบเบาหวานในระหว่างตั้งครรภ์ โรคเบาหวานอาจมีสาเหตุมาจากการตั้งครรภ์ก็ได้ ดังนั้นเพื่อให้การตั้งครรภ์เป็นไปอย่างราบรื่นควรมีการตรวจคัดกรองโรคเบาหวานในหญิงมีครรภ์ทุกรายโดยการตรวจคัดกรองจะทำเมื่ออายุครรภ์ประมาณ 24-28 สัปดาห์ ทำได้โดยให้หญิงมีครรภ์ดื่มน้ำตาลกลูโคส 50 กรัมที่ละลายในน้ำ 1 แก้ว รอเวลาประมาณ 1 ชั่วโมงจึงตรวจวัดระดับน้ำตาลในเลือด หากมีค่าตั้งแต่ 140 มิลลิกรัม/เดซิลิตรขึ้นไปแสดงว่าหญิงมีครรภ์มีแนวโน้มที่จะเป็นเบาหวานและต้องทำการทดสอบอย่างละเอียดต่อไป

เบาหวานในระหว่างตั้งครรภ์จะมีผลกระทบต่อมารดาและทารกดังนี้คือ ผลกระทบต่อมารดาอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนเหล่านี้เช่น ภาวะน้ำตาลในเลือดสูงหรือต่ำเกินไป ภาวะหลอดเลือด ไต ตาและปลายประสาทเสื่อม ความดันโลหิตสูง ติดเชื้อได้ง่ายโดยเฉพาะในระบบทางเดินปัสสาวะและภาวะกรดคั่งในเลือดจากสารคีโทน ส่วนผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับทารกคือ เด็กจะโตกว่าปกติทำให้คลอดยากและอาจเกิดอันตรายระหว่างคลอด คลอดก่อนกำหนด แท้งหรือทารกตายในครรภ์ ทารกตัวเหลือง พิการแต่กำเนิด หัวใจล้มเหลว ซึ่งล้วนแต่เป็นอันตรายต่อทารกเป็นอย่างมาก

ภาวะแทรกซ้อนจากเบาหวานในขณะตั้งครรภ์ที่กล่าวมาข้างต้นนั้นสามารถควบคุมหรือลดเปอร์เซ็นต์การเกิดให้น้อยลงได้หากหญิงมีครรภ์ได้รับการดูแลรักษาอย่างใกล้ชิดและถูกวิธี สิ่งสำคัญคือพยายามรักษาระดับน้ำตาลในเลือดให้ใกล้เคียงกับระดับของคนปกติให้มากที่สุดทั้งก่อนและขณะตั้งครรภ์ อย่างไรก็ตามมีผู้ป่วยเบาหวานจำนวนไม่น้อยที่แพทย์ไม่แนะนำให้ตั้งครรภ์หากอยู่ในภาวะต่อไปนี้คือ หัวใจขาดเลือด เบาหวานขึ้นตารุนแรงและยังไม่ได้รักษา มีภาวะไตเสื่อม มีอาการคลื่นไส้ ท้องเสีย อาเจียนอย่างรุนแรง ความดันโลหิตสูงกว่า 140/90 มิลลิเมตรปรอททั้งๆที่อยู่ในระหว่างการรักษาเบาหวาน.

01 กุมภาพันธ์ 2553

เบาหวานประเภทที่ 1 (Type 1 Diabetes) ชนิดที่ต้องพึ่งอินซูลิน

เบาหวานประเภทที่ 1 หรือเบาหวานชนิดที่ต้องพึ่งอินซูลิน มีสาเหตุมาจากการที่ร่างกายขาดฮอร์โมนอินซูลินโดยสิ้นเชิงเนื่องจากตับอ่อนไม่สามารถผลิตอินซูลินได้ ทำให้ร่างกายไม่สามารถนำน้ำตาลผ่านเข้าไปในเนื้อเยื่อต่างๆ เพื่อเผาผลาญให้เกิดเป็นพลังงานได้ ระดับน้ำตาลในเลือดจึงสูงขึ้นเรื่อยๆ

ร่างกายของผู้ป่วยเบาหวานประเภทที่ 1 จึงต้องหาพลังงานทดแทนจากการสลายโปรตีนและไขมันในร่างกายซึ่งกระบวนการดังกล่าวจะทำให้เกิดสารคีโทนที่มีคุณสมบัติเป็นกรดและเป็นพิษต่อร่างกาย เมื่อเกิดสารคีโทนในเลือดมากขึ้นก็จะเกิดภาวะกรดคั่งในเลือดจากสารคีโทน มีอาการหายใจหอบลึก คลื่นไส้ อาเจียน ผิวหนังแห้ง ชีพจรเต้นเร็ว ปวดท้องและระดับความรู้สึกตัวจะค่อยๆลดลง

ภาวะกรดคั่งในเลือดจากสารคีโทน จะเกิดอาการอย่างรุนแรงและฉับพลัน การขาดอินซูลินทำให้การสลายไขมันเป็นไปอย่างรวดเร็วทำให้เกิดสารคีโทนขึ้นในเลือดมาก ถ้าผู้ป่วยเบาหวานประเภทที่ 1 ไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้องก็จะถึงขั้นหมดสติ อาการที่เกิดขึ้นหากรู้เท่าไม่ถึงการณ์อาจทำให้ผู้ป่วยถึงกับเสียชีวิตได้ เบาหวานประเภทที่ 1 มักจะเกิดกับคนที่มีอายุน้อยกว่า 40 ปีและผู้ป่วยเบาหวานจะมีรูปร่างที่ผอม

การดูแลผู้ป่วยเบาหวานประเภทที่ 1 เพื่อหลีกเลี่ยงภาวะกรดคั่งในเลือดจากสารคีโทน ผู้ป่วยเบาหวานต้องฉีดอินซูลินทุกวันและปฏิบัติตัวตามคำแนะนำของแพทย์ เมื่อเกิดการเจ็บป่วยขึ้นมาต้องปฏิบัติตามวิธีดูแลตัวเองเมื่อเจ็บป่วย (Sick day rules) อย่างเคร่งครัด.

31 มกราคม 2553

อาหารกับการควบคุมเบาหวาน (Nutrition and Diabetes)

เรื่องอาหารการกินหรือโภชนาการที่ดี (Good Nutrition) เป็นหนึ่งในสิ่งสำคัญที่จะช่วยควบคุมโรคเบาหวาน แม้ผู้ป่วยจะฉีดอินซูลินหรือกินยารักษาเบาหวานอยู่แล้วก็ตามการควบคุมอาหารก็เป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องทำควบคู่กันไป การควบคุมอาหารต้องมีความรู้เกี่ยวกับปริมาณสารอาหารแต่ละชนิดที่มีอยู่ในอาหาร ผู้ป่วยเบาหวานต้องเลือกกินอาหารให้หลากหลาย(ครบทั้ง 5 หมู่) ในปริมาณที่พอเหมาะกับความต้องการของร่างกายเพื่อให้ร่างกายได้รับสารอาหารครบถ้วนและได้สัดส่วนที่ถูกต้อง

การควบคุมอาหารในผู้ป่วยเบาหวานต้องมีการปรับพฤติกรรมการกินอาหารเนื่องจากผู้ป่วยส่วนมากจะมีพฤติกรรการกินอาหารแบบตามใจปากและไม่ได้ใส่ใจเรื่องคุณภาพของอาหารที่กินว่ามีสารอาหารที่มีประโยชน์หรือมีสารอาหารที่เกินความจำเป็น(ไขมัน,แป้ง,น้ำตาล) หรือไม่ การควบคุมอาหารควรทำแบบค่อยเป็นค่อยไปและค่อยๆปรับพฤติกรรมการกินของผู้ป่วยเบาหวาน ในความเป็นจริงแล้วอาหารของผู้ป่วยเบาหวานก็ไม่ได้แตกต่างไปจากอาหารของคนทั่วไปคือกินได้ทุกอย่างเหมือนคนทั่วไปเพียงแต่ต้องควบคุมในเรื่องปริมาณการกินให้อยู่ในความพอดีจึงจะเป็นประโยชน์ต่อการป้องกันและลดความรุนแรงของโรคแทรกซ้อนที่อาจจะเกิดขึ้นได้

การควบคุมอาหารในผู้ป่วยเบาหวานมีจุดมุ่งหมายที่สำคัญคือเพื่อควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในระดับปกติหรือใกล้เคียงกับระดับปกติให้มากที่สุด ซึ่งจะเป็นการป้องกันและชะลอการเกิดโรคแทรกซ้อนให้เกิดขึ้นช้าที่สุด การควบคุมอาหารในผู้ป่วยเบาหวานยังทำเพื่อควบคุมน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์ที่พอเหมาะ(ขึ้นอยู่กับเพศ อายุและกิจกรรมประจำวัน) หากผู้ป่วยเบาหวานไม่ควบคุมอาหารปล่อยให้น้ำหนักเกินมาตรฐาน (อ้วน) ความอ้วนจะมีผลทำให้ร่างกายดื้อต่อฮอร์โมนอินซูลิน การควบคุมอาหารไม่ให้อ้วนจะทำให้อินซูลินทำงานออกฤทธิ์ได้ดีขึ้น(ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด)

การคำนวณน้ำหนักมาตรฐานอย่างง่ายๆ เพื่อประโยชน์ในการควบคุมน้ำหนักคือ

สำหรับผู้ชายน้ำหนักที่เหมาะสม (ก.ก.) คือ ความสูง(ซ.ม.) – 100

สำหรับผู้หญิงน้ำหนักที่เหมาะสม (ก.ก.) คือ {ความสูง(ซ.ม.)-100} – 10 %

ค่าน้ำหนักมาตรฐานที่ได้นี้จะบวกลบได้อีกประมาณ 3-5 กิโลกรัม ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับโครงสร้างของร่างกาย หากผู้ป่วยมีน้ำหนักมากกว่าค่ามาตรฐานจะพิจารณาได้ว่า “อ้วน”

การควบคุมอาหารเป็นสิ่งสำคัญมากในการควบคุมเบาหวาน เพื่อให้การควบคุมอาหารเป็นไปอย่างได้ผลผู้ป่วยเบาหวานควรได้รับคำแนะนำที่ถูกต้องจากนักโภชนาการในเรื่องการเลือกกินอาหารเพื่อนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้จริงในการเลือกกินอาหารให้ถูกชนิดและได้สัดส่วนที่ถูกต้องอันจะส่งผลดีต่อการป้องกันและชะลอการเกิดโรคแทรกซ้อนและทำให้การควบคุมเบาหวานเป็นไปได้ด้วยดี.